วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563

บทที่ 2 การใช้โปรแกรมกราฟฟิกแบบ Raster

บทที่ 2 การใช้โปรแกรมกราฟฟิกแบบ Raster

โปรแกรม Adobe PhotoShop 7.0 เป็นโปรแกรมหนึ่งที่นิยมใช้สร้างภาพกราฟิก เช่น การทำ Retouching Image จากภาพเก่าให้เป็นภาพตามต้องการ การสร้างภาพกราฟิกขึ้นใหม่ การตกแต่งหรือการแก้ไขภาพ ซึ่งโปรแกรม Adobe PhotoShop 7.0 สามารถใช้งานได้ง่ายและเหมาะสำหรับบุคคลที่สนใจสร้างภาพกราฟิกเพื่อใช้ในงานด้านต่าง ๆ


อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้อง กับงานกราฟิกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับงาน กราฟิก มีดังนี้
1.ไมโครโพรเซสเซอร์ (CPU) เพนเทียมขึ้นไป
2. RAM 128 MB
3. HARD DISK มีเนื้อที่ว่างอย่างน้อย125 MB
4. การ์ดจอที่สามารถแสดงผลได้ 256 สีขึ้นไป

อุปกรณ์เสริมที่จำเป็นสามารถนำมาใช้งานตามความต้องการได้แก่
กล้องดิจิตอล เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ที่ใช้สร้างภาพนิ่งหรือวีดิโอและใช้ต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับนำภาพนิ่งหรือวีดิโอเข้ามาแก้ไข ปรับแต่ง เพิ่มเติม จัดเก็บและแสดงผลออกมาทางจอภาพ หรือทางเครื่องพิมพ์ ปัจจุบันกล้องดิจิตอลได้พัฒนาให้มีความละเอียดของภาพและความจุสูง


เครื่องกราดภาพ (Scanner)

      เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ที่ใช้ต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ใช้สำหรับนำข้อความหรือภาพเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจำด้วยวิธีการกราดแสงผ่านคอมพิวเตอร์สามารถนำข้อมูลที่ส่งเข้าไปมาแก้ไข ปรับแต่งเพิ่มเติม จัดเก็บและแสดงผลออกมาได้ทั้งทางอภาพและเครื่องพิมพ์ แต่เดิม เมื่อใช้เครื่องจับภาพอ่านข้อมูลที่เป็นเอกสารเข้าไปคอมพิวเตอร์จะนำไปเก็บในลักษณะของภาพ(Image) กล่าวคือไม่สามารถนข้อความนั้นมาแก้ไขได้ แต่ในปัจจุบัน การพัฒนาได้ก้าวไปไกลถึงการที่สามารถแปลงตัวอักษรที่เป็นภาพ โดยใช้ร่วมกับโปรแกรมทางด้านการรับรู้อักขระด้วยแสง(Optical Character Recognition :OCR) ให้มีลักษณะเป็นเอกสารที่นำมาแก้ไขตัวสะกดได้ โดยนำมาทำในโปรแกรมประมวลผลคำ(WordProcessing) เครื่องกราดตรวจที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมี 2 แบบคือแบบระนาบ (Flatbed) กับแบบมือถือ(Hand-Held) เช่นแบบที่ใช้ในการอ่านรหัสแท่ง (Bar Code) ใช้ตามห้างสรรพสินค้า


เครื่องพิมพ์ (Printer)

         เครื่องพิมพ์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ เช่น ข้อความ ตัวเลขรูปภาพ สัญลักษณ์ ฯลฯ ออทางกระดาษหรือวัตถุผิวเรียบ ซึ่งสามารถแบ่งเครื่องพิมพ์ออกเป็น 3 แบบ คือ
1.เครื่องพิมพ์แบบด็อตแมทริกซ์ (DotMatrix Printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ทำงาน โดยใช้หัวเข็มในการพิมพ์ เหมาะกับงานด้านเอกสารข้อความหรือการทำสำเนามากกว่าการใช้กับงานกราฟิก ซึ่งการทำงานจะช้าและเสียงดัง ข้อดีของเครื่องพิมพ์ชนิดนี้คือ ผ้าหมึกราคาถูกและทนทาน

เครื่องพิมพ์แบบด็อตแมทริกซ์

           2.เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink-Jet Printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ทำงานโดยวิธีการพ่นหมึกจากตลับหมึกสีและหมึกดำ ซึ่งใช้โมเดล CMYK ในการผสมสีเพื่อให้ได้สีใกล้เคียงกับภาพบนจอคอมพิวเตอร์มากที่สุด ข้อดีของเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก คือ สามารถทำงานได้รวดเร็วและเงียบ ภาพมีความละเอียดคมชัด ข้อเสียคือ หมึกราคาแพง


เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก 


           3. เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ (Laser Printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ทำงานโดยการยิงแสง จึงทำให้การทำงานมีความรวดเร็ว และภาพมีความละเอียดมาก แต่เครื่องพิมพ์และหมึกมีราคาแพง


เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์

            พล็อตเตอร์ (Plotter)ลักษณะคล้ายกับเครื่องพิมพ์แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าและการทำงานจะใช้ปากกหลายสีเคลื่อนไปบนแกนของพล็อตเตอร์ ซึ่งใช้สำหรับพิมพ์แบบแปลนบ้าน งานออกแบบหรืองานทางวิศวกรรม เป็นส่วนใหญ่



  พล็อตเตอร์ 


            กระดานกราฟิก (Graphic Tablet)เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวาดภาพ ซึ่งลักษณะของอุปกรณ์ได้ออกแบบมาให้เหมือนกับกระดานวาดภาพ และจะมีปากกาหลากสีไว้ให้ใช้งาน ซึ่งภาพที่วาดบนกระดานกราฟิกจะแสดงที่จอคอมพิวเตอร์ด้วย



 กระดานกราฟิก

            คุณสมบัติของโปรแกรม Adobe PhotoShop 7.0โปรแกรม Adobe PhotoShop 7.0 เป็นโปรแกรมที่นิยมใช้ในการสร้าง ปรับเปลี่ยนตกแต่งและแก้ไขรูปภาพเพราะสามารถใช้งานได้ง่ายและสามารถสร้างชิ้นงานได้หลากหลาย เช่น การสร้างภาพเพื่อใช้ในงานเว็บเพจ การปรับแต่งแก้ไขภาพเพื่อให้ได้รูปภาพตามต้องการ เช่น การทำ Image Retouching ให้เป็นภาพตามแบบที่ต้องการและการสร้างภาพตามจินตนาการเป็นต้น
           การติดตั้งโปรแกรม AdobePhotoShop 7.0
1.นำแผ่น CD โปรแกรม Adobe PhotoShop 7.0ใส่ใน CD-ROM Drive
2.ดับเบิลคลิกที่ไอคอน My Computer
3.ดับเบิลคลิกที่ CD-ROM Drive
4.ดับเบิลคลิกที่โฟลเดอร์ Adobe PhotoShop 7.0
5. ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ SERIAL.TXTจะปรากฏหน้าต่าง Serial Number




ให้เลือก CD Key หรือ Serial Number จากนั้นคลิกเมาส์ด้านขวาเลือกคำสั่ง Copy
6. ดับเบิลคลิกที่ไอคอน Setup จะปรากฏหน้าต่างการติดตั้งโปรแกรมดังรูป




7.จากนั้นจะปรากฏหน้าต่างยินดีต้อนรับเข้าสู่การติดตั้งโปรแกรม Adobe PhotoShop 7.0 คลิกที่ปุ่ม Next



8. จะปรากฏหน้าต่างเตือน ก่อนติดตั้งโปรแกรมให้ปิดโปรแกรมประยุกต์ของ Adobe ทุกโปรแกรมก่อนดำเนินการติดตั้งโปรแกรม คลิกที่ปุ่ม OK




9. จะปรากฏหน้าต่างให้เลือกภาษาให้คลิกเลือกภาษา US English จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Next



10. จากนั้นจะปรากฏหน้าต่างให้อ่านข้อตกลงใช้ลิขสิทธิ์ของโปรแกรม ให้คลิกที่ปุ่ม Accept เพื่อยอมรับข้อตกลง




11. จะปรากฏหน้าต่างให้ผู้ใช้โปรแกรมกรอกรายละเอียดต่าง ๆ ให้ครบทุกช่องโดยที่ช่องของSerial Number ให้คลิกเมาส์ด้านขวาเลือกคำสั่ง Paste เพื่อวาง Serial Number ที่ Copy ในขั้นตอนที่ 5 ดังรูป



12. จะปรากฏหน้าต่างแจ้งข้อมูลที่ได้จดทะเบียนภายใต้เงื่อนไขการใช้โปรแกรม และถามยืนยันข้อมูลว่าถูกต้องหรือไม่ ให้คลิกที่ปุ่ม OK



13. จากนั้นจะปรากฏหน้าต่างให้เลือกรูปแบบการติดตั้ง ดังนี้ แบบ Typical เป็นการติดตั้งแบบธรรมดาเหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไป แบบ Custom เป็นการติดตั้งแบบเลือกส่วนที่ต้องการใช้งานได้ตามต้องการเหมาะสำหรับผู้ใช้โปรแกรมชั้นสูง


คลิกเลือกที่ปุ่ม Typical จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Next
14. จะปรากฏหน้าต่างให้เลือกรูปแบบไฟล์ที่จะใช้กับ
โปรแกรม PhotoShop และ Image Ready เพื่อใช้เปิดหรือกำหนดส่วนของ
โปรแกรมตามรูปแบบแต่ละคน โดยไม่ให้เปลี่ยนแปลงตัวเลือก NC เพื่อการเลือกที่ถูก
ต้อง จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Next


15.จะปรากฏหน้าต่างแจ้งให้ทราบว่าข้อมูลเพียงพอกับการติดตั้งโปรแกรมโดยจะเริ่มการคัดลอกไฟล์ ถ้าต้องการตรวจสอบหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลการติดตั้งให้คลิกที่ปุ่ม Back ถ้าแน่ใจเกี่ยวกับการติดตั้งให้คลิกที่ปุ่ม Next เพื่อเริ่มการคัดลอกไฟล์


16.จะปรากฏหน้าต่างการคัดลอกไฟล์จนครบ 100%




17. จะปรากฏหน้าต่างแจ้งให้ทราบการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ คุณสามารถดูที่ ไฟล์ ReadMe ในเวลานี้ ถ้าไม่ต้องการอ่านให้คลิกเครื่องหมายถูกออกที่ Display PhotoShop Readme File จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Finish




18. จะปรากฏหน้าต่างขอบคุณที่เลือกใช้โปรแกรม Adobe PhotoShop 7.0 ให้คลิกที่ปุ่ม OK




            การติดตั้งฟอนด์ไทยการใช้โปรแกรม Adobe PhotoShop 7.0 จำเป็นต้องติดตั้งฟอนต์ไทยเพื่อให้สามารถใช้ ภาษาไทยได้ โดยมีขั้นตอนการติดตั้งดังนี้
1.นำแผ่น CD ฟอนต์ไทย ใส่ใน CD-ROM Drive
2. ดับเบิลคลิกที่ไอคอน My Computer
3. ดับเบิลคลิกที่ CD-ROM Drive
4. ดับเบิลคลิกที่โฟลเดอร์ Font Thai for PhotoShop
5. คลิกเลือกโฟลเดอร์รูปแบบฟอนต์ไทย จากนั้นคลิกเมาส์ด้านขวาเลือกที่คำสั่ง Copy
6. ดับเบิลคลิกที่ Drive C : จากนั้นดับเบิลคลิกที่โฟล์เดอร์ Program File
7. ดับเบิลคลิกที่โฟลเดอร์ Common Files จากนั้นดับเบิลคลิกที่โฟลเดอร์ Adobe คลิกเมาส์ด้านขวาเลือกคำสั่ง Paste การติดตั้ง Plug – in

            การใช้ Plug – in จะช่วยให้สามารถปรับแต่งรูปภาพกราฟิกได้หลายรูปแบบและง่ายขึ้นโดยมีขั้นตอนการติดตั้ง 2 วิธีดังนี้
1.นำแผ่น CD PhotoShop Plug – in ใส่ใน CD-ROM Drive
2. จะปรากฏหน้าต่างการติดตั้ง Plug – in ให้คลิกที่ Install Program




3. จะปรากฏหน้าต่าง Microsoft Internet Explorer ให้ดับเบิลคลิกที่โฟลเดอร์ Digital Element Aurora v 1.0 for Ps
4. จากนั้นดับเบิลคลิกที่ไฟล์ Setup จะปรากฏหน้าต่างการติดตั้งโปรแกรม
5. จากนั้นจะปรากฏหน้าต่าง Aurora Setup ให้คลิกที่ปุ่ม Next




6. จะปรากฏหน้าต่างเงื่อนไขการใช้สิทธิ์โปรแกรม ให้คลิกที่ปุ่ม Yes เพื่อยอมรับ




7. จะปรากฏหน้าต่างให้กรอกรายละเอียดผู้ใช้และรหัสโปรแกรม จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Next




8. จะปรากฏหน้าต่างให้เลือกตำแหน่งที่จะติดตั้ง Plug – in ให้คลิกที่ปุ่ม Browse



9. คลิกที่ไดรฟ์ C: จากนั้นคลิกที่ Program Files แล้วเลือกที่โฟลเดอร์ Adobe PhotoShop เลือกที่ Filters จากนั้นคลิกที่ปุ่ม OK
10. จะปรากฏหน้าต่างการติดตั้ง Plug – in ในตำแหน่งที่เลือก จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Next




11. จะปรากฏหน้าต่าง Aurora Setup คลิกที่ปุ่ม Next




12. คลิกที่ปุ่ม Finish เพื่อสิ้นสุดการติดตั้งโปรแกรม




         วิธีที่ 2

1.นำแผ่น CD PhotoShop Plug-in ใส่ใน CD-ROM Drive
2. ดับเบิลคลิกที่ไอคอน My Computer
3. ดับเบิลคลิกที่ CD-ROM Drive
4. ดับเบิลคลิกที่ฟลเดอร์ Install Program จากนั้นดับเบิลคลิกที่โฟลเดอร์Flaming Pear
5. คลิกเลือกไฟล์ Plug – in ที่ต้องการจากนั้นคลิกเมาส์ด้านขวาเลือกคำสั่ง Copy
6. ดับเบิลคลิกที่ Drive C: จากนั้นดับเบิลคลิกที่โฟลเดอร์ Program Files
7. ดับเบิลคลิกที่โฟลเดอร์ Adobe จากนั้นดับเบิลคลิกที่โฟลเดอร์ PhotoShop 7.0
8. ดับเบิลคลิกที่โฟลเดอร์ Plug-ins จากนั้นดับเบิลคลิกที่โฟลเดอร์
9. คลิกเมาส์ด้านขวาเลือกคำสั่ง Pasteการเข้า/ออกโปรแกรม Adobe AdobePhotoShop 7.0

             การเข้าโปรแกรม Adobe Photoshop 7.0
1.คลิกที่ Start -> Programs -> Adobe PhotoShop 7.0 หรือดับเบิลคลิกที่ไอคอนบน หน้าต่างเดสก์ท็อป



2.จะปรากฏหน้าต่างให้เลือกการจดทะเบียน ดังนี้

I want to register online. I have an Internet connection. กรณีที่ต้องการจดทะเบียนผ่านระบบเครือข่าย โดยมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตI want ot print out my registration form to bemailed or faxed. กรณีที่ต้องการจดทะเบียนโดยการใช้จดหมายหรือแฟกซ์ Do not display this dialog again. กรณีที่ไม่ต้องการให้แสดงหน้านี้อีกคลิกเลือกที่ Do not display this dialog again. จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Continue




3.จะปรากฏหน้าต่างให้ติดตั้งสีสำหรับโปรแกรม PhotoShop 7.0 ให้คลิกที่ปุ่ม No




4. รอสักครู่จะปรากฏหน้าต่างของโปรแกรม Adobe PhotoShop 7.0

         การออกจากโปรแกรม Adobe PhotoShop 7.0มีวิธีการออกจากโปรแกรม Adobe PhotoShop 7.0 มี 2 วิธีคือ
1.คลิกที่ปุ่ม Close X ที่มุมขวาบนของหน้าต่างหลักหรือ
2.คลิกที่เมนู File -> Exitส่วนประกอบของ โปรแกรม Adobe PhotoShop 7.0




           ไตเติลบาร์
              ไตเติลบาร์มีหน้าที่แสดงชื่อโปรแกรมและชื่อไฟล์ที่กำลังใช้งาน ซึ่งมุมขวาจะมีปุ่มย่อ/ขยายและปุ่มออกจากโปรแกรม

          เมนูบาร์เป็นเครื่องมือที่เก็บรวบรวมคำสั่งไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อใช้จัดการกับรูปภาพ และปรับค่าต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย
-เมนู File มีหน้าที่จัดการเกี่ยวกับการสร้าง การเปิด การบันทึกและการตั้งค่าต่าง ๆ
-เมนู Edit มีหน้าที่เกี่ยวกับการยกเลิก การคัดลอก การปรับเปลี่ยนต่าง ๆ
-เมนู Image มีหน้าที่เกี่ยวกับการปรับภาพให้มีลักษณะสีต่าง ๆ และเปลี่ยนโหมดภาพ
-เมนู Layer มีหน้าที่จัดการ Layer
-เมนู Select มีหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกรูปภาพที่จะทำการแก้ไขปรับเปลี่ยน
-เมนู Filter มีหน้าที่เกี่ยวกับการใส่ลักษณะต่าง ๆ ให้กับภาพ
-เมนู View มีหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดมุมมองแบบต่าง ๆ
-เมนู Window มีหน้าที่เปิด/ปิด พาเล็ตต่าง ๆ
-เมนู Help มีหน้าที่แนะนำการใช้เครื่องมือต่าง ๆ

         ออปชันบาร์
           เป็นส่วนที่ใช้ปรับรูปแบบของเครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งออปชันบาร์จะเปลี่ยนไปตามเครื่องมือที่เลือกใช้ ยกตัวอย่างเช่น ออปชันบาร์ของเครื่องมือ Brush จะมีลักษณะให้ปรับเปลี่ยนขนาดและหัวพู่กัน โหมดในการระบาย และความโปร่งใสของสี




          กล่องเครื่องมือ
             กล่องเครื่องมือหรือทูลบ็อกซ์ประกอบด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการทำงานมากมาย โปรแกรม Adobe PhotoShop จึงได้จัดกลุ่มให้เครื่องมือต่าง ๆ ที่มีลักษณะการทำงานคล้ายกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยเครื่องมือที่จัดกลุ่มจะมีรูปสามเหลี่ยมเล็ก ๆ ตรงมุมขวาล่าง การเรียกใช้เครื่องมือที่อยู่ในกลุ่มให้คลิกที่เครื่องมือที่ต้องการคลิกค้างไว้สักพักจะปรากฏกลุ่มเครื่องมือหรือคลิกเมาส์ด้านขวาที่เครื่องมือจะปรากฏเครื่องมือต่าง ๆ ดังนี้







           พาเล็ตต่าง ๆเปิดหน้าต่างที่ใช้สำหรับประกอบการทำงานต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพาเล็ตมีหน้าที่การทำงานที่แตกต่างกัน เช่น พาเล็ต Color ใช้สำหรับเลือกสี, พาเล็ต History ใช้สำหรับบันทึกการทำงานที่ผ่านมา พาเล็ต Info ใช้สำหรับแสดงข้อมูลและพาเล็ต Layer ใช้สำหรับแสดงข้อมูลและพาเล็ต Layer ใช้สำหรับควบคุมการใช้งานเลเยอร์ เป็นต้น

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

หน่วยที่ 1ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กราฟิก


หน่วยที่ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กราฟิก

แนวคิด
                คอมพิวเตอร์กราฟิก คือ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพและจัดการเกี่ยวกับรูปภาพ เพื่อใช้สื่อความหมายของข้อมูลต่าง ๆ ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น การใช้กราฟนำเสนอข้อมูลยอดขายสินค้าในแต่ละปี การใช้ภาพกราฟิกประกอบการโฆษณาสินค้าต่าง ๆ เป็นต้น  ภาพกราฟิกแบบ 2 มิติ มี 2 แบบ คือแบบ Raster และแบบ Vector ซึ่งหลักการทำงานจะมีความแตกต่างกัน โดยกราฟิกแบบ Raster จะเกิดภาพจากจุดสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ หลาย ๆ จุด มารวมกัน ส่วนแบบ Vector เกิดจากการอ้างอิงความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ หรือการคำนวณ ซึ่งภาพกราฟิกแต่ละนามสกุลจะมีแฟ้มรูปภาพและลักษณะที่แตกต่างกัน
บทนำ
                ปัจจุบันภาพกราฟิกมีบทบาทกับงานด้านต่าง ๆ เป็นอย่างมาก เช่น งานนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของ เส้นกราฟ กราฟแท่ง แผนภูมิ การใช้ภาพกราฟิกประกอบการโฆษณาสินค้าต่าง ๆ การสร้างเว็บเพจ การสร้างสื่อการสอน (CAI) การสร้างการ์ตูน  การสร้างโลโก และงานออกแบบต่าง ๆ เป็นต้น โดยภาพกราฟิกจะทำให้งานมีความสวยงามและน่าสนใจยิ่งขึ้น

ความหมายของกราฟิก
                กราฟิก (Graphic)  มักเขียนผิดเป็น กราฟิกส์ กราฟฟิกส์  กราฟฟิก  คำว่า “กราฟิก” มาจากภาษากรีก ซึ่งหมายถึง  การวาดเขียน (Graphikos)  และการเขียน (Graphein)  ต่อมามีผู้ให้ความหมายของคำว่า “กราฟิก” ไว้หลายประการซึ่งสรุปได้ดังนี้
                กราฟิก หมายถึง ศิลปะแขนงหนึ่งซึ่งใช้สื่อความหมายด้วยเส้น สัญลักษณ์ รูปวาด ภาพถ่าย กราฟ แผนภูมิ การ์ตูน ฯลฯ เพื่อให้สามารถสื่อความหมายข้อมูลได้ถูกต้องตรงตามที่ผู้สื่อสารต้องการ

ความหมายของคอมพิวเตอร์กราฟิก
                คอมพิวเตอร์กราฟิก หมายถึง การสร้าง การตกแต่งแก้ไข หรือการจัดการเกี่ยวกับรูปภาพ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการจัดการ ยกตัวอย่างเช่น การทำ  Image Retouching ภาพคนแก่ให้มีวัยที่เด็กขึ้น การสร้างภาพตามจินตนาการและการใช้ภาพกราฟิกในการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้สามารถสื่อความหมายได้ตรงตามที่ผู้สื่อสารต้องการและน่าสนใจยิ่งขึ้นด้วยกราฟ แผนภูมิ แผนภาพ เป็นต้น
                ภาพกราฟิก แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ภาพกราฟิกแบบ 2 มิติ และแบบ 3 มิติ
                ภาพกราฟิกแบบ  2 มิติ เป็นภาพที่พบเห็นโดยทั่วไป เช่น ภาพถ่าย  รูปวาด  ภาพลายเส้น  สัญลักษณ์  กราฟ  รวมถึงการ์ตูนต่าง ๆ ในโทรทัศน์  ยกตัวอย่างเช่น  การ์ตูนเรื่องพิภพยมราช  ชินจัง  และโดเรมอน  เป็นต้น ซึ่งการ์ตูนจะเป็นภาพกราฟิกเคลื่อนไหว (Animation)  โดยจะมีกระบวนการสร้างที่ซับซ้อนกว่าภาพวาดปกติ
                ภาพกราฟิกแบบ 3 มิติ  เป็นภาพกราฟิกที่ใช้โปรแกรมสร้างภาพ 3 มิติโดยเฉพาะ เช่น โปรแกรม 3 Ds max  โปรแกรม  Maya  เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ได้ภาพมีสีและแสงเงาเหมือนจริง เหมาะกับงานด้านสถาปัตย์และการออกแบบต่าง ๆ  รวมถึงการสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนหรือโฆษณาสินค้าต่าง ๆ เช่น การ์ตูน เรื่อง  Nemo  The Bug และปังปอนด์แอนิเมชัน เป็นต้น
               
หลักการทำงานและการแสดงผลของภาพคอมพิวเตอร์กราฟิก
                ภาพที่เกิดบนจอคอมพิวเตอร์ เกิดจากการทำงานของโหมดสี RGB  ซึ่งประกอบด้วยสีแดง (Red) สีเขียว (Green)  และสีน้ำเงิน (Blue)  โดยใช้หลักการยิงประจุไฟฟ้าให้เกิดการเปล่งแสงของสีทั้ง 3 สีมาผสมกันทำให้เกิดเป็นจุดสีสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่เรียกว่า พิกเซล (Pixel) ซึ่งมาจากคำว่า  Picture  กับ Element โดยพิกเซลจะมีหลากหลายสี  เมื่อนำมาวางต่อกันจะเกิดเป็นรูปภาพ ซึ่งภาพที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์มี 2 ประเภท คือ แบบ Raster และแบบ  Vector

หลักการของกราฟิกแบบ  Raster
                หลักการของภาพกราฟิกแบบ Raster หรือแบบ  Bitmap เป็นภาพกราฟิกที่เกิดจากการเรียงตัวกันของจุดสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ  หลากหลายสี ซึ่งเรียกจุดสีเหลี่ยมเล็ก ๆ นี้ว่าพิกเซล (Pixel) ในการสร้างภาพกราฟิกแบบ Raster  จะต้องกำหนดจำนวนของพิกเซลให้กับภาพที่ต้องการสร้าง ถ้ากำหนดจำนวนพิกเซลน้อย เมื่อขยายภาพให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจะทำให้แฟ้มภาพมีขนาดใหญ่ ดังนั้นการกำหนดพิกเซลจึงควรกำหนดให้เหมาะกับงานที่สร้างคือ ถ้าต้องการใช้งานทั่ว ๆ ไปจะกำหนดจำนวนพิกเซลประมาณ 100-150 ppi (Pixel/inch)  “จำนวนพิกเซลต่อ 1 ตารางนิ้ว”  ถ้าเป็นงานที่ต้องการความละเอียดน้อยและแฟ้มภาพมีขนาดเล็ก เช่น ภาพสำหรับใช้กับเว็บไซต์จะกำหนดจำนวนพิกเซลประมาณ 72 ppi  และถ้าเป็นแบบงานพิมพ์ เช่น นิตยสาร  โปสเตอร์ขนาดใหญ่  จะกำหนดจำนวนพิกเซลประมาณ  300-350 เป็นต้น  ข้อดีของภาพกราฟิกแบบ Raster  คือ สามารถแก้ไขปรับแต่งสี ตกแต่งภาพได้ง่ายและสวยงาม ซึ่งโปรแกรมที่นิยมใช้สร้างภาพกราฟิกแบบ Raster คือ  Adobe  PhotoShop, Adobe PhotoShopCS, Paint  เป็นต้น


รูปที่ 1.1  ภาพกราฟิกแบบ Raster ที่ขยายใหญ่ขึ้น

หลักการของกราฟิกแบบ  Vector
                หลักการของกราฟิกแบบ Vector เป็นภาพกราฟิกที่เกิดจากการอ้างอิงความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ หรือการคำนวณ ซึ่งภาพจะมีความเป็นอิสระต่อกัน โดยแยกชิ้นส่วนของภาพทั้งหมดออกเป็นเส้นตรง เส้นโค้ง  รูปทรง  เมื่อมีการขยายภาพความละเอียดของภาพไม่ลดลง  แฟ้มมีขนาดเล็กกว่าแบบ Raster  ภาพกราฟิกแบบ Vector  นิยมใช้เพื่องานสถาปัยต์ตกแต่งภายในและการออกแบบต่าง ๆ เช่น การออกแบบอาคาร  การออกแบบรถยนต์  การสร้างโลโก  การสร้างการ์ตูน เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมที่นิยมใช้สร้างภาพแบบ Vector คือ โปรแกรม  Illustrator, CoreDraw, AutoCAD, 3Ds max เป็นต้น  แต่อุปกรณ์ที่ใช้แสดงผลภาพ เช่น จอคอมพิวเตอร์จะเป็นการแสดงผลภาพเป็นแบบ  Raster

รูปที่ 1.2  ภาพกราฟิกแบบ Vector ที่ขยายใหญ่ขึ้น

ความแตกต่างของกราฟิกแบบ 2 มิติ
                ภาพกราฟิก 2 มิติแบบ  Raster และ แบบ  Vector  มีความแตกต่างกันดังนี้

หลักการใช้สีและแสงในคอมพิวเตอร์
                สีที่ใช้งานด้านกราฟิกทั่วไปมี 4 ระบบ คือ
                1. RGB
                2. CMYK
                3. HSB
                4. LAB

RGB
                เป็นระบบสีที่ประกอบด้วยแม่สี  3 สีคือ แดง  (Red), เขียว  (Green) และสีน้ำเงิน  (Blue)  เมื่อนำมาผสมกันทำให้เกิดสีต่าง ๆ บนจอคอมพิวเตอร์มากถึง  16.7 ล้านสี ซึ่งใกล้เคียงกับสีที่ตาเรามองเห็นปกติ สีที่ได้จากการผสมสีขึ้นอยู่กับความเข้มของสี โดยถ้าสีมีความเข้มมาก เมื่อนำมาผสมกันจะทำให้เกิดเป็นสีขาว จึงเรียกระบบสีนี้ว่าแบบ Additive  หรือการผสมสีแบบบวก


CMYK
                เป็นระบบสีที่ใช้กับเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์ออกทางกระดาษหรือวัสดุผิวเรียบอื่น ๆ ซึ่งประกอบด้วยสีหลัก 4 สีคือ สีฟ้า (Cyan), สีม่วงแดง (Magenta), สีเหลือง (Yellow) และสีดำ (Black) เมื่อนำมาผสมกันจะกเกิดสีเป็นสีดำแต่จะไม่ดำสนิทเนื่องจากหมึกพิมพ์มีความไม่บริสุทธิ์  จึงเป็นการผสมสีแบบลบ (Subtractive) หลักการเกิดสีของระบบนี้คือ หมึกสีหนึ่งจะดูดกลืนแสงจากสีหนึ่งแล้วสะท้อนกลับออกมาเป็นสีต่าง ๆ เช่น สีฟ้าดูดกลืนแสงของสีม่วงแล้วสะท้อนออกมาเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งจะสังเกตได้ว่าสีที่สะท้อนออกมาจะเป็นสีหลักของระบบ RGB  การเกิดสีในระบบนี้จึงตรงข้ามกับการเกิดสีในระบบ  RGB ดังภาพ

HSB
                เป็นระบบสีแบบการมองเห็นของสายตามมนุษย์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
                Hue  คือสีต่าง ๆ ที่สะท้อนออกมาจากวัตถุแล้วเข้าสู่สายตาของเรา  ซึ่งมักเรียกสีตามชื่อสี เช่น สีเขียว  สีเหลือง  สีแดง เป็นต้น
                Saturation  คือความสดของสี  โดยค่าความสดของสีจะเริ่มที่ 0 ถึง 100 ถ้ากำหนด Saturation  ที่ 0  สีจะมีความสดน้อย แต่ถ้ากำหนดที่  100 สีจะมีความสดมาก
                Brightness  คือระดับความสว่างของสี โดยค่าความสว่างของสีจะเริ่มที่ 0 ถึง 100 ถ้ากำหนดที่  0 ความสว่างจะน้อยซึ่งจะเป็นสีดำ  แต่ถ้ากำหนดที่  100 สีจะมีความสว่างมากที่สุด

LAB
                เป็นระบบสีที่ไม่ขึ้นกับอุปกรณ์ใด ๆ (Device Independent) โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
                L”  หรือ  Luminance  เป็นการกำหนดความสว่างซึ่งมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 100  ถ้ากำหนดที่  0  จะกลายเป็นสีดำ  แต่ถ้ากำหนดที่  100 จะเป็นสีขาว
                “A”  เป็นค่าของสีที่ไล่จากสีเขียวไปสีแดง
                “B”  เป็นค่าของสีที่ไล่จากสีน้ำเงินไปเหลือง

แฟ้มภาพกราฟิกแบบ  Raster  และคุณลักษณะของแฟ้มภาพกราฟิก
                นามสกุลที่ใช้เก็บแฟ้มภาพกราฟิกแบบ  Raster  มีหลายนามสกุล เช่น .BMP, .DIB, .JPG, .JPEG, .JPE, .GIF, .TIFF, .TIF, .PCX, .MSP, .PCD, .FPX, .IMG, .MAC, .MSP และ  .TGA เป็นต้น ซึ่งลักษณะของแฟ้มภาพจะแตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น







แฟ้มภาพกราฟิกแบบ  Vector  และคุณลักษณะของแฟ้มภาพกราฟิก
                นามสกุลที่ใช้เก็บแฟ้มภาพกราฟิกแบบ  Vector  มีหลายนามสกุลเช่น  .EPS, .WMF, .CDR, .AI, .CGM, .DRW, .PLT, .DXF, .PIC  และ  .PGL  เป็นต้น  ซึ่งลักษณะของแฟ้มภาพจะแตกต่างกันไป เช่น



คอมพิวเตอร์กราฟิกกับการประยุกต์ใช้ในงานด้านต่าง ๆ
                ในยุคปัจจุบันมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง  ทำให้การสื่อสารมีสีสันและชีวิตชีวามากขึ้น  โดยการใช้ภาพกราฟิกมาประยุกต์ร่วมกับงานด้านต่าง ๆ เพื่อให้งานดูสวยงามและดึงดูดใจให้น่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ซึ่งแบ่งงานด้านภาพกราฟิกออกได้ดังนี้
                1.คอมพิวเตอร์กราฟิกกับงานด้านการออกแบบ  คอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทกับงานด้านการออกแบบในสาขาต่าง ๆ  เป็นจำนวนมาก  เช่น งานด้านสถาปัตย์ออกแบบภายในบ้าน  การออกแบบรถยนต์  การออกแบบเครื่องจักรกล  รวมถึงการออกแบบวงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์  ซึ่งโปรแกรมที่ใช้จะเป็นโปรแกรม  3 มิติ  เพราะสามารถกำหนดสีและแสงเงาได้เหมือนจริงที่สุด อีกทั้งสามารถดูมุมมองด้านต่าง ๆ  ได้ทุกมุมมอง
                2.คอมพิวเตอร์กราฟิกกับงานด้านโฆษณา  ปัจจุบันการโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์ได้นำภาพกราฟิกเข้ามาช่วยในการโฆษณาสินค้าเพื่อเพิ่มความน่าสนใจมากขึ้น  เช่น การทำหิมะตกที่กรุงเทพฯ การนำการ์ตูนมาประกอบการโฆษณาขนมเด็ก เป็นต้น  และการโฆษณาสินค้าด้วยภาพกราฟิกยังมีอยู่ทุกที่รอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นตามป้ายรถเมล์  ข้างรถโดยสาร  หน้าร้านค้าตามแหล่งชุมชนต่าง ๆ เป็นต้น
                3. คอมพิวเตอร์กราฟิกกับงานด้านการนำเสนอ  การนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ เป็นการสื่อความหมายให้ผู้รับสารเข้าใจในสิ่งที่ผู้สื่อต้องการ และการสื่อสารที่ดีจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ภาพเข้ามาช่วยเพื่อเพิ่มความเข้าใจให้กับผู้รับสาร เช่น การสรุปยอดขายสินค้าในแต่ละปีด้วยกราฟ หรือการอธิบายระบบการทำงานของบริษัทด้วยแผนภูมิ  เป็นต้น
                4. คอมพิวเตอร์กราฟิกกับงานด้านเว็บเพจ ธุรกิจรับสร้างเว็บเพจให้กับบริษัทหรือหน่วยงานต่าง ๆ ได้นำคอมพิวเตอร์กราฟิกเข้ามาช่วยในการสร้างเว็บเพจเพื่อให้เว็บเพจที่สร้างมีความสวยงามน่าใช้งานยิ่งขึ้น
                5. คอมพิวเตอร์กราฟิกกับงานด้าน  Image  Retouching  ปัจจุบันธุรกิจคอมพิวเตอร์กราฟิกที่ใช้ในการ  Retouching ภาพ ได้เปิดตัวขึ้นเป็นจำนวนมาก เพราะสามารถตอบสนองความต้องการของคนในการทำภาพตามจินตนาการได้เป็นอย่างดี  เช่น การทำภาพผิวกายให้ขาวเนียนเหมือนดารา การทำภาพเก่าให้เป็นภาพใหม่  การทำภาพขาวดำเป็นภาพสี  และการทำภาพคนแก่ให้ดูหนุ่มหรือสาวขึ้น เป็นต้น